TIME: Thaksin Steals the Spotlight

The article “Thailand’s Thaksin Steals the Spotlight Once Again” by Andrew Marshall on TIME web site quotes SIU’s opinion.

The article “Thailand’s Thaksin Steals the Spotlight Once Again” by Andrew Marshall on TIME web site quotes SIU’s opinion.

The article is about Thaksin’s role in his Japan visit which steals the news coverage from his sister, PM Yingluck. The author, Andrew Marshall, quotes the comment from SIU executive director, Kan Yuenyong.

Pre-eminence abroad could win over enemies at home. “Thaksin wants to prove his innocence to the Thai public by showing that he’s accepted by the international community,” says Kan Yuenyong, executive director of the Siam Intelligence Unit, a Bangkok think tank. For now, Thaksin’s long exile continues, albeit with VIP status. Expect him to make the most of it.

The Shinawatra Family Tree

Latest in-depth scoop by SIU team. The story behind “Shinawatra political family” back to the origin.

Latest in-depth scoop by SIU team. The story behind “Shinawatra political family” back to the origin.

Some excerpt:

With Yingluck elected as the first female PM, last Friday is not only a historical day in Thai politics. It is also a historical day for the Shinawatra family, since the clan now has three Prime Ministers (the second one is Somchai Wongsawat, who is the brother-in-law of Thaksin).

Having three PMs makes Shinawatra a prominent political family. It becomes an important family like Pramoj (ปราโมช), Vejjajiva (เวชชาชีวะ) or the former “Ratcha Khru Group” (กลุ่มราชครู – Choonhavan/Adireksarn/Thapparansi).

If we count only the number of PMs in the family, the Shinawatra surpasses the Pramoj brothers and are now tied with Nehru-Gandhi of India (though the level influence is debatable).

On the surface, Shinawatra is Thaksin-centric. It is very true that he is the leading (and sole) force to bring the family to power. But digging back deeper, Thaksin is not the first member in the family who entered into politics. The Shinawatra family has been involved with politics long before Thaksin, and accumulated “political experience” that Thaksin could utilize.

To understand Shinawatra family better, we need to look back from the start. Thaksin, Somchai and Yingluck is just the fourth generation of this overseas Chinese family.

 

Christain Science Monitor – Yingluck’s Challenge

SIU Director Kan Yuenyong was quoted by The Christian Science Monitor newspaper on Thai politics.

5 August 2011 – SIU Director Kan Yuenyong was quoted by The Christian Science Monitor newspaper on Thai politics.

Christian Science Monitor

The article “Thailand’s first female leader takes helm of divided nation” by Simon Montlake is talking about Yingluck’s next challenge as the fist female PM.

Yingluck has never held public office and was virtually unknown before the election campaign. She previously served as an executive in Thaksin’s telecommunications group, which he sold to Singapore’s sovereign wealth fund in 2006.

Having helped elect the PTP, the red-shirt movement has an agenda that includes the freeing of scores of supporters jailed after the crackdown. Several red-shirt leaders charged for fomenting unrest were elected to parliament, and Thai newspapers have speculated that some may be rewarded with cabinet posts.

Keeping these factions happy will be another challenge for Yingluck, says Kan Yuenyong, director of Siam Intelligence Unit in Bangkok. Red shirt leaders have called for military and civilian leaders, including Mr. Abhisit, to be investigated over last year’s violence. “I think she can manage this in the short term, but in the long-term the red shirts will increasingly question why PTP isn’t doing more on the May clashes,” he says.

Matichon Weekly Refers to SIU Analysis

Matichon Weekly newspaper issue #1613 refers to SIU analysis on Thailand’s past general elections, which Democrat Party lost 6 times in row.

15 July 2011 – Matichon Weekly newspaper issue #1613 (15-21 July 2011)  refers to SIU analysis on Thailand’s past general elections, which Democrat Party lost 6 times in row.

The column “แมลงวันในไร่ส้ม” (Fly in Orchard), page 78

The original article is available at Siam Intelligence site. The English version was published at New Mandala: Can the Democrats make it six in a row?.

Role of Red Shirts in Pheuthai Government

SIU published an article, suggesting the appropriate role of the Red Shirt MPs in Pheuthai Government.

16 July 2011 – SIU published an article, suggesting the appropriate role of the Red Shirt MPs in Pheuthai Government.

We agree with many pundits and commentators that Red Shirt MPs should not accept the cabinet position. Instead, we propose three big issues which Red Shirts movement should focus in Phuethai Government.

  1. Finding truth in April-May 2010 incident
  2. Amending the dated and injustice bills
  3. Amending the 2007 Constitution, which left many undemocracy principles

Our proposal was republished in Matichon Online.

บทบาทที่ ‘คนเสื้อแดง’ ควรวางตัวในรัฐบาลเพื่อไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “คนเสื้อแดง” และ “พรรคเพื่อไทย” มีจุดร่วมกันหลายอย่าง และเสริมจุดเด่น-สนับสนุนซึ่งกันและกัน จนประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 2554 ที่ผ่านมา

แต่ “คนเสื้อแดง” ก็มีจุดยืน ประเด็น ข้อเรียกร้องอีกหลายอย่าง ที่ไม่ตรงกับพรรคเพื่อไทย และมีโอกาสสูงที่จะพัฒนาจนกลายเป็นปมขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองกลุ่มในอนาคต ตัวอย่างเช่น การกระจายรายได้และความเท่าเทียมในสังคม ซึ่งพรรคเพื่อไทยยังไม่สนใจเรื่องนี้มากนัก และ ส.ส. ของพรรคหลายคนก็มีพฤติกรรมที่คนเสื้อแดงต่อต้านอย่างไม่ต้องสงสัย (เพียงแต่เสื้อแดงอาจเลือกหลับตาข้างหนึ่ง และจับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อโค่นศัตรูตรงหน้าลงก่อน)

นั่นเป็นเรื่องของอนาคตระยะไกล แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ ตัวแทนของกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อย กำลังจะได้เข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร โดยสังกัดพรรคเพื่อไทย แถมบางคนก็มีชื่อเป็น “ตัวเต็ง” ที่จะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีบางกระทรวงด้วยซ้ำ

วิวาทะว่าคนเสื้อแดงสมควรนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารประเทศหรือไม่ ยังเป็นสิ่งที่พูดกันไม่จบ และต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลสนับสนุนของตัวเอง

แต่ SIU เห็นด้วยกับข้อเสนอของ สรกล อดุลยานนท์ ใน มติชน ว่าคนเสื้อแดง (โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) สมควรได้รับปูนบำเหน็จจากผลงานที่ผ่านมาหลายประการ

แต่คนเสื้อแดง โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ก็ “ไม่ควร” รับตำแหน่งทางบริหาร เพื่อความสง่างามทางการเมือง

เราเชื่อว่ามีงานสำคัญอีกมากที่คนเสื้อแดงควรทำภายใต้รัฐสภาชุดนี้ และสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐมนตรี งานสำคัญ 3 ประการที่เราเห็นว่าคนเสื้อแดงควรวางบทบาทของตัวเองว่าจะทำให้สำเร็จ ได้แก่

1) สืบหาความจริงในเหตุการณ์ไม่สงบช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชัดเจนที่สุดที่เสื้อแดงควรทำ เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้เสียหายหลักจากเหตุการณ์ไม่สงบหลายช่วง (ทั้งในเหตุการณ์ 10 เมษา และ 19 พฤษภา แต่ก็มีเหตุการณ์อื่นๆ อีกด้วย เช่น การฆาตกรรม เสธ.แดง)

เสื้อแดงควรเข้าไปมีบทบาทตรวจสอบและกดดันให้เกิดการอธิบายความจริง อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเหตุการณ์เหล่านี้ โดยอิงกับความจริงที่มีหลักฐานและพยานสนับสนุนตามหลักการด้านยุติธรรมที่ได้รับการยอมรับในสากล

จากนั้นก็สร้างกระบวนการชดเชยและชดใช้ผู้เสียหาย ทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต และกระบวนการไต่สวนผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ครั้งนี้ต่อไป

แต่คนเสื้อแดงก็ต้องไม่ลืมว่า ตัวเองเป็นหนึ่งใน “คู่ขัดแย้ง” ของความไม่สงบทางการเมืองครั้งนี้ และเสื้อแดงเองก็เป็นฝ่ายกระทำความผิด สร้างความรุนแรงด้วยเช่นกัน ดังนั้นคนเสื้อแดงจึงต้องวางบทบาทของตัวเองให้ดี ทำตัวเป็นผู้ตรวจสอบภายนอก ปล่อยให้ “คนกลาง” (ซึ่งตอนนี้คงจะชัดเจนว่าเป็นคณะทำงานชุดของคณิต ณ นคร ในรูปแบบที่อาจเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง) ทำงานได้อย่างเต็มที่ ให้ความร่วมมือกับคณะทำงานคนกลาง ในขณะเดียวกันก็คอยตรวจสอบ กดดัน ไม่ให้มีอำนาจฝ่ายตรงข้ามเข้ามาแทรกแซงได้

สิ่งที่เสื้อแดงต้องระวังมากที่สุดก็คือ ไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการค้นหาความจริงเสียเอง ซึ่งจะทำให้ความชอบธรรมของฝ่ายตัวเองหมดลงในทันที

2) แก้ไขกฎหมายที่สร้างความเหลื่อมล้ำ

จุดยืนของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เสนอออกมาแล้ว “โดนใจ” คนไทยจำนวนไม่น้อย คือ “ความเหลื่อมล้ำในสังคม” ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ รายได้ ภาษี การศึกษา การประกอบอาชีพ ฯลฯ

คนเสื้อแดงควรใช้โอกาสที่มีที่นั่งของตัวเองในสภาผู้แทนราษฎร และพรรคที่ตัวเองสนับสนุนได้ครองเสียงข้างมากในสภา แก้ไขกฎหมายที่พิกลพิการ สร้างไม่เท่าเทียมกันในสังคม โดยใช้กระบวนการทางรัฐสภาให้เต็มที่

ถ้าคนเสื้อแดง เลือกที่จะไม่แก้ไขกฎหมายเหล่านี้ในรัฐสภาชุดนี้ ภายใต้บรรยากาศการเมืองที่เป็นชัยชนะของคนเสื้อแดงหลังการเลือกตั้งแบบนี้ ก็คงจะยากที่จะเห็นความพยายามแก้ไขกฎหมายที่เหลื่อมล้ำในอนาคตอันใกล้

กฎหมายที่ SIU เห็นว่าควร “ตั้งธง” แก้ไขให้เร็วที่สุดคือ กฎหมายด้านภาษีมรดกและกฎหมายด้านที่ดิน ซึ่งจะช่วยให้การกระจายรายได้ในสังคมไทยเป็นธรรมมากขึ้น แถมแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน (ซึ่งกระทบผู้สนับสนุนคนเสื้อแดงจำนวนมหาศาล) ไปพร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่เสื้อแดงจะต้องเผชิญคือการคัดค้านจากผู้เสียประโยชน์ ซึ่งเสียงที่ดังที่สุดอาจจะมาจากพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำ คนเสื้อแดงจะต้องต่อรองอำนาจกับพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้ให้ดี และมุ่งมั่นทำเรื่องนี้ให้สำเร็จให้ได้

กฎหมายอื่นๆ ที่ควรทำได้แก่ การกระจายอำนาจให้การปกครองส่วนท้องถิ่น สวัสดิการแรงงาน (สองเรื่องนี้ คณะกรรมการปฏิรูป ชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน ได้เสนอไว้บ้างแล้ว สามารถนำไอเดียบางส่วนไปพัฒนาต่อได้) สิทธิมนุษยชนพื้นฐาน กระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ อัยการ) การปฏิบัติต่อนักโทษในเรือนจำ (ซึ่งคนเสื้อแดงหลายคนก็ประสบด้วยตัวเองมาแล้ว) กฎหมายความผิดอาญาทางคอมพิวเตอร์ (ที่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น) เป็นต้น

3) แก้รัฐธรรมนูญ 2550 ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ประเด็นหลักที่คนเสื้อแดงต่อสู้มาตลอดคือ “ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงในสังคมไทย” ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และอุปสรรคที่สำคัญอันหนึ่งคือรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกเขียนขึ้นในรัฐบาล คมช. และถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนเสื้อแดงว่ามีประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหลายประการ

คนจำนวนไม่น้อยในสังคมก็มองว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ควรถูกแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และคนเสื้อแดงควรใช้เวทีรัฐสภาชุดนี้ ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ถึงแม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะถูกแก้ไขไปบางส่วนแล้วในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ถูกแก้ เช่น การสรรหา ส.ว. ที่ใช้ระบบการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง หรือ โทษการยุบพรรคการเมืองที่พิสูจน์แล้วว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทางการเมืองแต่อย่างใด

ประเด็นอื่นๆ ได้แก่ บทบาทหน้าที่ของ ส.ส. ในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง และกระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญ 50 กำหนดให้ผ่านคณะกรรมการที่มีบุคคลเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น

ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาประเด็นต่างๆ ที่ควรปรับปรุงแก้ไขในรัฐธรรมนูญปี 2550 อยู่ 2 ครั้ง คือ คณะกรรมการชุดของนายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมการชุดของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่งตั้งหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงสามารถต่อยอดแนวทางที่คณะกรรมการทั้งสองชุดเสนอเอาไว้ หยิบยืมแนวคิดที่น่าสนใจมาใช้ได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ (รายละเอียดของข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมการทั้งสองชุด อ่านได้จากThai Reform)

Open Letter to Democrat Party: It’s the Best Time to Reform

SIU published an open letter to Democrat Party after their defeat in 3 July General Elections. We asked them to reconsider their position, since this election is their 6th defeat-in-row competition (and 4th defeat against Thaksin regime). We thought it’s the best time for the oldest political parties (and second oldest in Asia) in Thailand to “reform”.

3 July 2011 – SIU published an open letter to Democrat Party after their defeat in 3 July General Elections. We asked them to reconsider their position, since this election is their 6th defeat-in-row competition (and 4th defeat against Thaksin regime). We thought it’s the best time for the oldest political parties (and second oldest in Asia) in Thailand to “reform”.

SIU proposed 5-point reformation plan to Democrat Party:

  1. Stop every dirty approaches and political attacks
  2. Be brave and face the big controvesial political issues. Do not avoid them.
  3. Stand on their own feet. Do not rely on special political powers.
  4. Gathering “real” participation from their supporters.
  5. The current executives must resign and start the new generation.

The letter is hugely popular among Thai internet users. The original post received more than 30,000 views, 100 comments and 3,000 likes on Facebook.

The letter is widely republished in various Thai media outlets, including Matichon, Prachatai, Voice TV, and many internet forums. We were told that some members in Democrat board read this letter.

Democrat_Party_logo

จดหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์: นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการปฏิรูปพรรค

ถึงสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทุกท่าน

ขอแสดงความเสียใจที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2554 แต่ก็ขอให้กำลังใจว่าให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาแก้ตัวใหม่อีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่อยู่คู่ประชาธิปไตยไทยมานานที่สุด มีความเป็นสถาบันอันเข้มแข็งที่สุด มีโครงสร้างพรรคชัดเจน ไม่ใช่พรรคของนายทุนหรือกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถือเป็นทรัพย์สินอันมีค่าที่พรรคประชาธิปัตย์ควรรักษาไว้ต่อไป

แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ถือเป็นความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกันนับตั้งแต่คุณชวน หลีกภัย ชนะการเลือกตั้ง ส.ส. 2535/2 และถ้าจะนับเฉพาะการขับเคี่ยวกับพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เราจะเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ติดต่อกันถึง 4 ครั้ง และยังไม่เคยเอาชนะ “ระบอบทักษิณ” ได้สักครั้ง (ดูข้อมูลใน แผนภาพแสดงประวัติศาสตร์การเมืองไทย 2535-2554)

ความพ่ายแพ้ต่อเนื่องเหล่านี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องในพรรคประชาธิปัตย์เอง และถ้าพรรคยังมองข้ามหรือทำเมินเฉยปัญหาเหล่านี้ ก็คงไม่มีทางที่พรรคประชาธิปัตย์จะเอาชนะพรรคเพื่อไทยด้วยการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้ได้เลย

SIU ขอทำตัวเป็น “กัลยาณมิตร” มองปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์จากสายตาคนนอก และแนะนำวิธีแก้ไขที่ดีที่สุดในสายตาของเรา โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาธิปัตย์ปรับตัวเพื่อเป็นพรรคคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อของพรรคเพื่อไทยต่อไป

ข้อเสนอของเราแบ่งได้เป็น 5 ประเด็น ดังนี้

1. เลิกดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น

พรรคประชาธิปัตย์ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาในอดีต พรรคประชาธิปัตย์ใช้การใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่งเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบทางการเมืองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นกรณีของนายปรีดี พนมยงค์ ที่ส่งคนไปตะโกนในโรงภาพยนตร์, วาทกรรม “จำลองพาคนไปตาย”, ประเด็นอภิปรายเรื่องสัญชาติของนายบรรหาร ศิลปอาชา ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่าไม่ใช่คนไทย, การให้สัมภาษณ์ของคุณเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคที่วางบทบาทไว้เป็น “ตัวชน” ฝ่ายตรงข้าม ไปจนถึงกรณีล่าสุดคือการจุดชนวน “ถอนพิษทักษิณ” โดยเลือกปราศรัยหาเสียงที่แยกราชประสงค์ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นพื้นที่ขัดแย้งและอ่อนไหวสูง

ปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์ยังยึดถือแนวทางนี้อย่างเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย แน่นอนว่าในทางหนึ่ง การใช้วาทกรรมโจมตีคู่แข่งทำให้พรรคได้เปรียบทางการเมืองในทันที แต่ในทางกลับกัน การใส่ร้ายลักษณะนี้จะทำให้เกิดบรรยากาศการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์และคู่แข่งจะต้องเผชิญหน้ากันมากขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดจะเกิดความรุนแรงขึ้นดังที่ปรากฏมาแล้วในเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553

การใช้วิธีการเช่นนี้ อาจพอใช้ประสบผลได้ในยุคสมัยหนึ่ง แต่ในยุคสมัยนี้ ที่สื่อมวลชนเองก็กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง และมีช่องทางรับข้อมูลหลากหลาย แนวทางการโจมตีคู่แข่งแบบนี้ไม่เป็นผลดีกับใคร รวมถึงภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์เองในระยะยาว เพราะประชาชนทั่วไป (ที่ไม่ใช่แฟนคลับของพรรค) จะเกิดความเบื่อหน่ายความขัดแย้งลักษณะนี้ และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย

ดังนั้น สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ควรทำเป็นอย่างแรก ก็คือยกเลิกแนวทางการโจมตีหรือให้ร้ายคู่ต่อสู้ทั้งหมด เปลี่ยนมาเป็นการเมืองที่อิงอยู่บนหลักฐานและข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการ ยอมรับในสิ่งที่คู่แข่งทำได้ดีกว่า และพยายามเอาชนะด้วยผลงานหรือหลักวิชา มากกว่าจะเป็นวาทกรรมเชือดเฉือนอย่างที่เคยเป็นมา

2. กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาที่เป็นเรื่องอื้อฉาวและนำมาซึ่งความขัดแย้ง

พรรคประชาธิปัตย์ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ภายใต้การบริหารงาน 2 ปีครึ่งของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้สร้างปัญหาและประเด็นขัดแย้งระดับชาติที่ “รุนแรงมาก” หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ประเด็นเรื่องความไม่โปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ทุกคดี และที่สำคัญคือเหตุการณ์ปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 91 ศพ

พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบในปัญหาทั้งหมดนี้ได้เลย แต่ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์กลับเลือกแนวทางหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ หรือโยนความผิดให้ผู้อื่น (ไม่ว่าจะเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงหรือสถาบันอื่นๆ) มาโดยตลอด ผลสุดท้ายกลับทำให้ปัญหาเหล่านั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ใช้วาทกรรม “ไม่มีคนตายที่ราชประสงค์” แล้วบอกว่าผู้เสียชีวิตที่บริเวณใกล้เคียงอื่นๆ ไม่ช่วยให้ความขัดแย้งในเรื่องนี้บรรเทาลงแม้แต่น้อย

ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ควรสร้างกระบวนการภายในของพรรค เพื่อจัดการกับ “ประเด็นปัญหาที่ขัดแย้งรุนแรง” เหล่านี้เสียใหม่ พรรคประชาธิปัตย์จะต้องกล้ายืดอกรับผิด หาสาเหตุ หาผู้รับผิดชอบภายในพรรคที่จะต้องแสดงการรับผิดชอบด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง (ไม่ใช่การลอยนวลต่อไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ด้วยเหตุผลเพียงว่า “ทำเพื่อพรรค”) และที่สำคัญคือ “แก้ไข” ไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

การที่พรรคมีกระบวนการเผชิญหน้าและแก้ไขปัญหาตามสภาพความเป็นจริง มีการตรวจสอบกันเองภายในพรรค ยิ่งจะทำให้ความเป็นสถาบันของพรรคเข้มแข็งขึ้น การดำเนินการของพรรคโปร่งใสมากขึ้น และเป็นผลดีต่อพรรคในระยะยาว

3. เลิกหวังพึ่งทางลัดทางการเมือง หันมาเล่นการเมืองโดยยืนบนขาของตัวเอง

ในรอบ 19 ปีที่พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้งมาโดยตลอด พรรคกลับได้เป็นรัฐบาลถึง 2 ครั้ง โดยเฉพาะครั้งหลัง ที่คนบางกลุ่มเชื่อกันว่าด้วย “อำนาจพิเศษ” ที่ถึงแม้จะถูกตามหลักกฎหมาย แต่กลับไม่สง่างามในแง่การบริหารประเทศ

ตัวอย่าง “ทางลัด” เหล่านี้ได้แก่ กรณี “กลุ่มงูเห่า” ที่ช่วยตั้งรัฐบาลชวน 2 หรือ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่ช่วยหนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 รวมไปถึงอำนาจนอกระบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทหาร การตั้งรัฐบาลในกองทัพ ศาล กกต. ฯลฯ

วิธีคิดลักษณะนี้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่สนใจ “ผลงาน” ของตัวเองอย่างจริงจังนัก และคอยมองหาแต่ “อำนาจพิเศษครั้งต่อๆ ไป” มาช่วยพลิกขั้วเป็นรัฐบาลในอนาคต ดังจะเห็นได้จากการเลือกตั้งปี 2554 นี้ เราจะเห็นข่าว “พรรคอันดับสองตั้งรัฐบาลได้” ออกมาจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์อยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าพรรคไม่คิดจะเอาชนะด้วยวิธีตรงไปตรงมาตามระบอบรัฐสภา

ปัจจุบันผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีมุมมองและโลกทัศน์ที่ต่างไปจากเดิมมาก การใช้ “ทางลัดทางการเมือง” เพื่อตั้งรัฐบาลโดยไม่มีผลงานที่โดดเด่น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อีกต่อไป และผลการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะพิสูจน์ให้พรรคประชาธิปัตย์เห็นชัดเจนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้แสดงออกความต้องการของตัวเองอย่างไร

พรรคประชาธิปัตย์ต้องเลิกหวังพึ่งทางลัดพิเศษ อำนาจนอกระบบทั้งหลาย หันมาเล่นการเมืองในระบอบรัฐสภา ผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ตามวิถีทางที่สากลยอมรับ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์หันมายึดแนวทางการเมืองในสภาล้วนๆ ย่อมทำให้เกิดแรงกดดันต่อพรรค ให้ลงมาทำงานเพื่อสร้างผลงานอย่างจริงจัง และตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้มีสิทธิออกเสียงเอง

4. เปิดกว้างและรับฟังความคิดเห็นจากมวลชนผู้สนับสนุนพรรค

พรรคการเมืองใหญ่ที่เก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ เคยเป็นรัฐบาลนับครั้งไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ย่อมมีกลุ่มผู้สนับสนุนแนวทางของพรรคเป็นจำนวนมาก แต่รูปแบบการบริหารงานของพรรคกลับยังรวมศูนย์อยู่ที่สมาชิกระดับแกนนำของพรรคเพียงไม่กี่คน ซึ่งหลายคนได้สถานะความเป็นผู้นำจากชาติตระกูล นามสกุล หรือความสัมพันธ์ระบบเครือญาติ ไม่ได้มาจากความสามารถหรือผลงาน ในขณะที่มวลชนของพรรคทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนจากระยะไกลเท่านั้น การขับเคลื่อนภายในพรรคล้วนมาจากแกนนำเพียงกลุ่มเดียว

ในความเป็นจริงแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังมีบุคคลากรที่โดดเด่นและมีความสามารถอีกมากมาย และพรรคเองก็ควรจะดึงทรัพยากรทรงคุณค่าเหล่านี้มาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพ พรรคจะต้องปรับโครงสร้างภายในใหม่ให้มีการถ่วงดุลกัน จัดให้กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคคอยตรวจสอบ คอยควบคุม ให้คำแนะนำคณะผู้บริหาร กลุ่มคนทำงานของพรรค ให้ขับเคลื่อนพรรคไปในทิศทางที่ “สมาชิก” ของพรรคอยากให้ไป ไม่ใช่ทิศทางที่ “แกนนำพรรค” ต้องการจะไป

พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบพรรคอื่นอย่างมหาศาลตรงที่มีกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคจำนวนมากอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างหรือหาใหม่ แถมกลุ่มผู้สนับสนุนเหล่านี้มีการศึกษา มีฐานะ สถานะทางสังคมอยู่ในระดับดีมากของสังคมไทย สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำมีเพียงเปิดกว้าง และสร้างกระบวนรับฟังความคิดเห็นอันมีประโยชน์จากกลุ่มมวลชนเหล่านี้เท่านั้น

5. ผลัดใบคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า เปิดให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่

ข้อเสนอข้อสุดท้ายเป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่สุด แต่ก็อาจจะต้องใช้ความกล้าหาญมากที่สุด

ในสายตาของคนนอก SIU มองว่าปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์เกิดจาก “คนรุ่นเก่า” ที่เคยร่วมสร้างพรรคมาตลอดหลายสิบปีนี้ ยังคงมีอำนาจการตัดสินใจภายในพรรคเช่นเดียวกับสิบหรือยี่สิบปีที่แล้ว

แกนนำของพรรคประชาธิปัตย์กลุ่มนี้มีประสบการณ์ทางการเมืองสูงส่งอย่างไม่ต้องสงสัย และประสบการณ์เหล่านี้ก็ช่วยนำพาพรรคผ่านสถานการณ์ยากลำบากได้หลายครั้ง แต่ในทางกลับกันก็มีข้อเสียคือ “คนรุ่นใหม่” ที่มีไอเดียใหม่ๆ มีโลกทัศน์ใกล้เคียงกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่สามารถก้าวขึ้นมามีบทบาทภายในพรรคได้มากนัก เพราะเส้นทางการเติบโตตีบตัน และที่ผ่านมาเราก็เห็นคนรุ่นใหม่ที่มีฝีมือ ทยอยออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปเติบโตที่พรรคการเมืองอื่นๆ เป็นจำนวนไม่น้อย

เนื่องในโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าเศร้า แต่ก็เป็นโอกาสทองสำหรับการเปลี่ยนแปลง

เราขอเสนอให้คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ชุดปัจจุบัน ลาออกยกคณะเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการเลือกตั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ๆ ภายในพรรคที่มีฝีมือได้ก้าวขึ้นมาเป็นกรรมการบริหารพรรครุ่นใหม่แทน

การเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมด อาจมีคนรุ่นใหม่ที่โดดเด่นบางคนกลับเข้ามาได้อีก แต่แกนนำระดับกรรมการบริหาร และกรรมการที่ปรึกษาที่มีอายุเกินกว่าที่กำหนด (เช่น อาจจะตกลงกันไว้ที่ 60 ปี ตามอายุการทำงานในองค์กรทั่วไป) อาจต้องแสดงมารยาททางการเมืองโดยประกาศไม่รับตำแหน่งใดๆ ในการตั้งคณะกรรมการบริหาร-คณะกรรมการที่ปรึกษาชุดหน้าอีก เพื่อป้องกันความเกรงใจตามลำดับอาวุโส ซึ่งจะทำให้คณะกรรมการชุดเก่าเกือบทั้งหมดได้กลับมาดำรงตำแหน่งดังเดิม

ข้อเสนอทั้ง 5 ข้อเป็นความจริงที่คนในพรรคอาจไม่อยากรับฟัง (inconvenient truth) แต่ SIU ก็ขอเสนอแนวทางเหล่านี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อที่จะเห็นพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคการเมืองเก่าแก่ ยังคงขีดความสามารถในการแข่งขันทางการเมืองต่อไปได้ในอนาคต

เราเชื่อว่าข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเข้มแข็งได้ในระยะยาว แต่ก็ขึ้นกับว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกล้า “ยอมเจ็บปวด” ในระยะสั้นหรือไม่

Siam Intelligence Unit

ค่ำคืนวันที่ 3 กรกฎาคม 2554

SIU in The Christian Science Monitor: Thailand After Election

The Christian Science Monitor runs a story on Thailand after 2011 general election and the beginning of Yingluck’s reign. The article quotes SIU comment on Thailand’s politics.

The Christian Science Monitor runs a story on Thailand after 2011 general election and the beginning of Yingluck’s reign. The article quotes SIU comment on Thailand’s politics.

The full article “Thailand elects first female premier. New hope for political middle?” by Simon Montlake is available at CSMonitor site. The article is published on 5 July 2011.

But much of that anger from a loud minority is directed at Thaksin, a businessman turned populist politician who was deposed in a 2006 coup after months of protests over his strongman-style rule and government corruption. Thaksin, who lives in self-exile in Dubai and was later convicted in absentia of abusing his power, has said he hopes to return home under a proposed political amnesty. Thaksin’s critics in the ruling elite oppose any effort to rehabilitate him and overturn his criminal conviction.

“If they start the amnesty, they will face a challenge from the [anti-Thaksin] yellow shirts,” says Kan Yuenyong, director of Siam Intelligence Unit, a research center in Bangkok.

Sài Gòn Giải Phóng: Thailand After Election

Sài Gòn Giải Phóng (SGGP), the Vietnamese newspaper of the Vietnamese Communist Party, reports the situation after Thailand’s general election. SGGP quotes Kan Yuenyong, SIU Director, for his comment on the political atmosphere.

Vietnam SGGP

Sài Gòn Giải Phóng (SGGP), the Vietnamese newspaper of the Vietnamese Communist Party, reports the situation after Thailand’s general election. SGGP quotes Kan Yuenyong, SIU Director, for his comment on the political atmosphere.

The article is available in Vietnamese at SGGP Online.

SIU in Reuters: Thailand After Election

Reuters has a story on Thailand’s situation after the general election and quotes SIU Executive Director Kan Yuenyong’s opinion.

Reuters has a story on Thailand’s situation after the general election and quotes SIU Executive Director Kan Yuenyong’s opinion.

The vote is an unexpectedly strong rebuke to the traditional establishment of generals, old-money families and royal advisers who backed Prime Minister Abhisit Vejjajiva. It suggests broad support for policies championed by Thaksin, a divisive figure elected prime minister twice, in 2001 and 2005.

Supporters say Thaksin revolutionised Thai politics with pro-business reforms and populist policies aimed at eradicating poverty. Critics accuse him of authoritarianism, crony capitalism and of undermining Thailand’s revered monarchy.

“Puea Thai’s big victory eases tensions for now but Thailand is still vulnerable,” said Kan Yuanyong, director of the Siam Intelligence Unit, a consultancy. “They will wait for Puea Thai and Thaksin to slip up, then we’ll see them strike back.”

Kan predicted anti-Thaksin yellow-shirt protesters would once again flood the streets if Yingluck seeks an amnesty clearing her brother of corruption charges and bringing him back to Thailand from self-imposed exile in Dubai.

Full story at Reuters

 

Lee Yu Kyung: Reclaiming Democracy

Lee Yu-Kyung, Korean journalist based in Bangkok, has a lengthy piece on Thailand’s 2011 General Election. The article “Reclaiming Democracy” quotes Kan Yuenyong’s opinion on Thailand’s political situation.

Lee Yu-Kyung, Korean journalist based in Bangkok, has a lengthy piece on Thailand’s 2011 General Election. The article “Reclaiming Democracy” quotes Kan Yuenyong’s opinion on Thailand’s political situation.

“Considering their populist policy, I predict Pueu Thai Party would perform better than the others for the Party lists” said Kan Yuenyong, a director of a Siam Intelligence Unit. “But for the constituencies candidates, it’s left to see” he cautions.